พุธ. ม.ค. 21st, 2026

ผลเสียจากการ “ขยี้ตา” ภัยเงียบที่ทำร้ายดวงตา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ขยี้ตา

ผลเสียจากการ ” ขยี้ตา ” ภัยเงียบที่ทำร้ายดวงตา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

ผลเสียจากการ "ขยี้ตา" ภัยเงียบที่ทำร้ายดวงตา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

 

การขยี้ ตาเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อเรารู้สึกคัน ระคายเคือง หรือเมื่อยล้าดวงตา แต่หลายคนอาจมองข้ามว่าการกระทำนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แท้จริงแล้ว การขยี้ตาบ่อยครั้งหรือรุนแรง สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสุขภาพดวงตาและผิวรอบดวงตาได้อย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพไปจนถึงความสวยงาม

ผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างดวงตา

การใช้แรงกดบนดวงตาซ้ำๆ เป็นประจำ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างที่บอบบางของดวงตา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง

1. ทำลายกระจกตาและก่อให้เกิดโรคกระจกตาโป่งพอง (Keratoconus)

การขยี้ ตาด้วยแรงที่มากเกินไปและต่อเนื่องในระยะยาว คือสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของกระจกตา กระจกตาอาจอ่อนแอลงและโป่งนูนออกมาคล้ายรูปกรวย ซึ่งเรียกว่าภาวะกระจกตาโป่งพอง ทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นอย่างรุนแรง เช่น สายตาเอียงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และเป็นอันตรายต่อดวงตาในระยะยาว

2. เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

มือของเราเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสิ่งสกปรก เมื่อเราขยี้ ตา เชื้อโรคเหล่านั้นจะถูกถ่ายโอนเข้าสู่ดวงตาโดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตาอย่างมาก เช่น ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ หรือแม้แต่การเกิดตากุ้งยิง ดังนั้นจึงควรระวังการขยี้ ตาเมื่อมือไม่สะอาด

3. กระตุ้นอาการภูมิแพ้และระคายเคือง

แม้ว่าการขยี้ ตาจะรู้สึกเหมือนเป็นการบรรเทาอาการคัน แต่ในความเป็นจริง การขยี้ ตาจะไปกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมามากขึ้น ทำให้ผิวรอบดวงตาเกิดอาการคันและบวมแดงแย่ลง และเข้าสู่วัฏจักรที่ต้องขยี้ ตามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่จบสิ้น

4. ทำลายเส้นเลือดฝอยใต้เยื่อบุตา

แรงกดจากการขยี้ ตาสามารถทำให้เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ใต้เยื่อบุตาแตก ซึ่งส่งผลให้เกิด เลือดออกใต้เยื่อบุตา (Subconjunctival Hemorrhage) ทำให้ตาขาวมีรอยแดงเป็นปื้น แม้ว่าอาการนี้จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่ก็อาจทำให้เสียบุคลิกภาพ และต้องใช้เวลาหลายวันกว่ารอยแดงจะหายไปเองตามธรรมชาติ

5. เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะต้อหิน (Glaucoma)

ในบางราย การขยี้ ตาอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง อาจไปเพิ่มความดันลูกตาได้ชั่วคราว หากทำบ่อยครั้งอาจส่งผลกระทบต่อประสาทตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรที่ควรต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

ผลเสียต่อความงามและผิวพรรณรอบดวงตา

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาโดยตรงแล้ว การข ยี้ตายังส่งผลต่อความสวยงามและเร่งให้เกิดปัญหาผิวพรรณรอบดวงตาอีกด้วย

6. ทำให้หนังตาหย่อนคล้อยและเกิดตาปรือ

การขยี้ ตาซ้ำ ๆ เป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณที่ยกเปลือกตาบนอ่อนแอลงหรือยืดออก ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ หนังตาหย่อนคล้อย (Ptosis) ทำให้ดวงตาดูเล็กลง ดูเหมือนง่วงนอนตลอดเวลา หรืออาจบดบังการมองเห็นได้บางส่วน

7. เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

ผิวหนังบริเวณรอบดวงตามีความบางมากและสร้างคอลลาเจนได้น้อย การถู ไถ หรือดึงผิวหนังซ้ำ ๆ ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เป็นการเร่งให้เกิด ริ้วรอยเหี่ยวย่นและตีนกา บริเวณหางตาได้อย่างชัดเจน

8. ทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา

การขยี้ ตาทำให้เกิดการอักเสบและการไหลเวียนของเลือดบริเวณรอบดวงตาไม่สะดวก เมื่อเวลาผ่านไป ผิวหนังบริเวณนี้จะเกิดรอยคล้ำและคล้ำเสียได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมของใบหน้า ทำให้ดูไม่สดใส

วิธีบรรเทาอาการคันและเลิกนิสัยขยี้ ตา

เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีในระยะยาว การหยุดนิสัยการขยี้ ตาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีบรรเทาอาการคันที่ถูกต้องแทน

  • ประคบเย็น: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบบริเวณดวงตาเบา ๆ เพื่อช่วยลดอาการคันและบวม
  • ใช้ยาหยอดตา: หากมีอาการตาแห้งหรือระคายเคือง ให้ใช้น้ำตาเทียม หรือหากเกิดจากภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาหยอดตาแก้แพ้
  • ล้างมือให้สะอาด: หากจำเป็นต้องสัมผัสดวงตาจริง ๆ ให้มั่นใจว่าได้ล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที เพื่อป้องกันเชื้อโรค
  • พักสายตา: หากอาการคันเกิดจากความเมื่อยล้าจากการใช้สายตา ควรหยุดพักสายตา 5-10 นาที โดยการมองออกไปไกล ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา

ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การขยี้ ตาบ่อยครั้งเป็นนิสัยที่ส่งผลเสียร้ายแรงได้ทั้งต่อสุขภาพกายและความสวยงาม จึงควรหลีกเลี่ยงและหันมาใช้วิธีที่เหมาะสมในการดูแลรักษาความสะอาดและบรรเทาอาการระคายเคืองของดวงตาแทน เพื่อรักษาดวงตาคู่สำคัญนี้ไว้ในระยะยาว svong-1

By svong-1

Related Post