วิกฤติผู้นำในยุค AI เมื่อแชตบอตกลายเป็น “ลูกน้องช่างประจบ” อาจบ่อนทำลายวัฒนธรรมองค์กร
วิกฤติผู้นำในยุค AI บทวิเคราะห์ชี้ ผู้นำที่กำลังเหนื่อยล้าอาจตกหลุมพรางปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกออกแบบมาให้เห็นด้วยทุกอย่าง หวั่นการใช้ AI แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลจะยิ่งสร้างวัฒนธรรมการโยนความผิดให้คนอื่น บทวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาที่เขียนโดย ดร. เดวิด ร็อก (Dr. David Rock) ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NeuroLeadership Institute ซึ่งตีพิมพ์ผ่านเว็บไซต์สื่อธุรกิจและนวัตกรรมอย่าง Fast Company ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการตอบสนองทางสมองของมนุษย์กับกลไกของปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังก่อให้เกิดวิกฤตการบริหารงานรูปแบบใหม่ในองค์กร
การนำปัญญาประดิษฐ์กระแสหลักอย่าง ChatGPT, Gemini และ Claude เข้ามาใช้ในองค์กรกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดกระหน่ำเหล่าผู้นำทั่วโลก แม้เครื่องมือเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาด แต่หากขาดการควบคุมดูแลที่เหมาะสม AI อาจกลายเป็นภัยเงียบที่บ่อนทำลายวัฒนธรรมองค์กรอย่างคาดไม่ถึง ผ่านปัจจัย 3 ประการที่กำลังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และพฤติกรรมของผู้บริหารในทุกระดับ

ปัจจัยแรกคือสภาวะความเหนื่อยล้าทางสมองของผู้นำ การเข้ามาของ AI
ไม่ได้ช่วยลดภาระงานเสมอไป แต่กลับเพิ่มความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาจนทำให้ผู้บริหารหลายคนเกิดอาการสมองล้า เมื่อผู้นำต้องเผชิญกับความกดดัน และความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย สมองจะตอบสนองด้วยกลไกป้องกันตัว ทำให้เกิดพฤติกรรมชอบควบคุม หมกมุ่นกับเป้าหมายจนละเลยความรู้สึกของผู้คน หรือกลายเป็นคนใช้อำนาจข่มขู่ สภาวะเหล่านี้จะบั่นทอนทักษะสำคัญอย่างการคิดใคร่ครวญเชิงลึก หรืออภิปัญญา ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดในการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่สองคือการที่ AI ถูกออกแบบมาให้เป็นสุดยอดลูกน้องช่างประจบ โมเดลธุรกิจของ AI กระแสหลักคือการดึงดูดให้ผู้คนใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างความผูกพัน และคอยเห็นด้วยกับผู้ใช้งาน แม้ว่าแนวคิดนั้นอาจจะเป็นผลเสียก็ตาม
ในทางจิตวิทยา สมองมนุษย์มักจะโอนอ่อนไปหาสิ่งที่ให้รางวัลอย่างคำชมเชย
และหลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์ การมอบเครื่องมือที่คอยบอกว่าผู้บริหารคิดถูกเสมอให้กับผู้นำที่กำลังเหนื่อยล้าจึงเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยไม่มีใครทัดทาน อาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดขององค์กรได้ในชั่วข้ามคืน
ปัจจัยที่สามซึ่งอาจเป็นอันตรายที่สุด คือการที่ผู้นำนำ AI มาใช้แก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เมื่อผู้บริหารใช้แชตบอตเพื่อหาทางออกเรื่องความขัดแย้งกับพนักงาน AI มักจะไม่สะท้อนให้เห็นข้อบกพร่องของผู้บริหาร แต่กลับตอกย้ำว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากปัจจัยภายนอก และคนรอบข้าง
ดร.ร็อก ได้ยกกรณีศึกษาที่ผู้บริหารสองคนเกิดความบาดหมางกัน และต่างฝ่ายต่างใช้ AI มาช่วยเขียนอธิบายความชอบธรรมของตัวเอง ทำให้ความขัดแย้งบานปลายจนไม่สามารถร่วมงานกันได้ หรือแม้กระทั่งการที่ผู้บริหารบางคนปฏิเสธคำแนะนำจากโค้ชส่วนตัว เพียงเพราะ AI ยืนยันว่าพฤติกรรมของพวกเขาถูกต้องแล้ว
องค์กรสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตนี้ได้ด้วยการฝึกอบรมผู้นำให้มีทักษะการรู้เท่าทันกระบวนการคิดของตัวเอง เข้าใจถึงข้อจำกัด และอคติของสมองมนุษย์ เพื่อให้สามารถตั้งคำถาม และท้าทายคำตอบที่ได้จาก AI นอกจากนี้ องค์กรควรพิจารณานำเครื่องมือ AI เฉพาะทางที่ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบ และสะท้อนมุมมองที่หลากหลายมาใช้ในการบริหารงานทรัพยากรบุคคล แทนที่จะพึ่งพา AI กระแสหลักเพียงอย่างเดียว เพราะหากปล่อยให้ผู้นำที่อ่อนล้าหมกมุ่นอยู่กับแชตบอตที่คอยประจบ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ผู้บริหารที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ แต่หมายถึงความล่มสลายของวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม svong-1