จาก วอชิตันถึงโอบามา เมื่อ ” สูตรเครื่องดื่มประจำตัว ” ผู้นำสหรัฐฯ กลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์
วอชิตันถึงโอบามา เปิดบันทึกลายมือจากปี 1757 สู่สูตรลับในทำเนียบขาว มรดกที่ถูกเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุ เครื่องดื่มประจำตัวของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ในปี 2026 เป็นปีที่สหรัฐอเมริกาเดินเข้าสู่วาระครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพ หอสมุดสาธารณะนิวยอร์ก หรือ New York Public Library ได้หยิบเอกสารชิ้นหนึ่งจากคลังจดหมายเหตุกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง นั่นคือบันทึกลายมือของจอร์จ วอชิงตัน ที่เขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า “To Make Small Beer” ซึ่งถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1757 โดยทางหอสมุดฯ ได้ร่วมกับโรงผลิตเครื่องดื่มในนิวยอร์กจัดทำเวอร์ชันตีความใหม่ของสูตรนี้ขึ้นมา อันเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ และกิจกรรมฉลองวาระครบรอบดังกล่าว
ในจังหวะเดียวกันก็เป็นการเตือนความจำว่าผู้นำสหรัฐฯ หลายคนต่างมีความผูกพันกับการผลิตเครื่องดื่มในครัวเรือนเป็นของตัวเอง จนกลายเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อกันมาถึงทุกวันนี้ เอกสารชิ้นนี้ของจอร์จ วอชิงตันถูกเขียนขึ้นในช่วงที่เขามีอายุราว 25 ปี ขณะดำรงตำแหน่งพันเอกคุมกองกำลังอาสาสมัครรัฐเวอร์จิเนียในสงครามที่รู้จักกันในชื่อสงครามฝรั่งเศสและอินเดียน และประจำการอยู่ที่ป้อมเลาเดิน (Fort Loudoun) ที่เมืองวินเชสเตอร์ รัฐเวอร์จิเนีย คำว่า “Small beer” ในที่นั้นหมายถึงเครื่องดื่มหมักที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำมาก เป็นของกินของใช้ในชีวิตประจำวันของคนยุคนั้นมากกว่าจะเป็นของสังสรรค์ เพราะในเวลาที่น้ำดื่มสะอาดยังหายาก กระบวนการต้มช่วยให้ปลอดภัยกว่าน้ำดิบ svong-1
บันทึกของหอสมุดระบุว่า เครื่องดื่มประเภทนี้มักถูกจัดให้คนรับใช้ที่ได้ค่าจ้าง ทาส และเด็ก ส่วนเครื่องดื่มที่เข้มข้นกว่านั้นถูกสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีฐานะ ตัวเอกสารระบุส่วนผสมพื้นบ้านอย่างรำ ฮ็อพ และกากน้ำตาล ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิต และวัตถุดิบที่หาได้ในอาณานิคมอเมริกาเมื่อเกือบสามศตวรรษก่อน มากกว่าจะเป็นตำราการผลิตในความหมายสมัยใหม่ เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ ความผูกพันของจอร์จ วอชิงตัน กับการผลิตเครื่องดื่มไม่ได้จบแค่บันทึกในวัยหนุ่ม หลังพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี และกลับไปใช้ชีวิตที่ไร่เมานต์เวอร์นอน เขาได้ตั้งโรงกลั่นขึ้นในปี 1797 ตามคำชักชวนของเจมส์ แอนเดอร์สัน ผู้จัดการไร่ชาวสกอต ที่มีประสบการณ์ด้านการกลั่นมาก่อน จนถึงปี 1799 ซึ่งเป็นปีที่วอชิงตันเสียชีวิต โรงกลั่นแห่งนี้ผลิตได้เกือบ 11,000 แกลลอน กลายเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาขณะนั้น โดยผลิตภัณฑ์หลักทำจากข้าวไรย์เป็นส่วนใหญ่

ที่น่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์คือ ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลกลางได้เก็บภาษีจากการกลั่น จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่ากบฏวิสกี้ (Whiskey Rebellion) ที่จอร์จ วอชิงตันต้องระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง ก่อนที่ไม่กี่ปีต่อมาในวัยเกษียณ ตัวเขาเองจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ อาคารโรงกลั่นเดิมถูกไฟไหม้ไปในปี 1814 และต่อมาทางเมานต์เวอร์นอนได้บูรณะขึ้นใหม่ตามหลักฐานทางโบราณคดี จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เปิดให้เข้าชมในปัจจุบัน จอร์จ วอชิงตันไม่ได้เป็นบุคคลเดียวในยุคก่อตั้งประเทศที่มีเรื่องราวลักษณะนี้ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพ และประธานาธิบดีคนที่สาม ก็มีบันทึกว่าหมักเครื่องดื่มเองที่บ้านโดยเฉพาะในช่วงบั้นปลายชีวิต จนบางครั้งถูกเรียกในเชิงเล่าขานว่าเป็นนักหมักรายย่อยรุ่นแรก ๆ ของอเมริกา
ในที่สุดทำเนียบขาวก็เผยแพร่เอกสารสูตรดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2012 ผ่านบล็อกอย่างเป็นทางการในชื่อตอนว่า “Ale to the Chief” และเนื่องจากเป็นผลงานที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เอกสารชุดนี้จึงตกเป็นสมบัติสาธารณะโดยอัตโนมัติ จุดนี้เองที่ทำให้เรื่องราวของเครื่องดื่มในทำเนียบขาวมีสถานะพิเศษ เพราะมันไม่ได้ถูกมองในฐานะสินค้า แต่ถูกบันทึกในฐานะเอกสารทางการของยุคสมัยหนึ่ง เช่นเดียวกับที่บันทึกลายมือของวอชิงตันถูกเก็บรักษาในคลังจดหมายเหตุ เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งสองเรื่องราว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ตัวเครื่องดื่ม แต่เป็นวิธีที่สังคมอเมริกันเลือกจะเก็บรักษาและจัดแสดงมันในฐานะหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ บันทึกของวอชิงตันบอกเล่าชีวิตในค่ายทหาร และวิถีอาณานิคมเมื่อเกือบสามศตวรรษก่อน ส่วนเอกสารยุคโอบามาสะท้อนวัฒนธรรมการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองที่ได้รับความนิยมในอเมริกาช่วงทศวรรษ 2010 และเมื่อหอสมุดหยิบสูตรเก่าแก่กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 250 ปีในปีนี้ มันจึงทำหน้าที่เหมือนหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เปิดให้คนรุ่นปัจจุบันได้มองเห็นชีวิตประจำวันของผู้นำในแต่ละยุค ผ่านสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างบันทึกลายมือเพียงไม่กี่บรรทัด