ทำไมนักฟุตบอลชายถึงชอบ ” ถลกกางเกง ” ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026?
จากเดแคลน ไรซ์ ถึงโรนัลโด ถอดรหัสพฤติกรรมนักฟุตบอลถึงถลกกางเกงระหว่างการแข่งขัน สำนักข่าวดิ แอธเลติก นำเสนอบทความที่มีชื่อว่า “Ronaldo, Neymar, Rice: Why do male footballers pull up their shorts during matches?” ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า ทำไม โรนัลโด้, เนย์มาร์ และไรซ์ ถึงชอบดึงกางเกงขาสั้นขึ้นระหว่างเกม?
ดิ แอธเลติก ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพของนักเตะที่ลงทำการแข่งขันในฟุตบอลโลก 2026 จำนวนไม่น้อยที่ดึง หรือพับขากางเกงขึ้นจนสั้นกลายเป็นสิ่งที่แฟนบอลเห็นกันจนชินตา เช่นในเกมที่อังกฤษเสมอกับกานา 0-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม เดแคลน ไรซ์ กองกลางทีมชาติอังกฤษ จากอาร์เซนอล ได้พับขากางเกงสีกรมท่าขึ้นทีละข้างก่อนเดินไปที่มุมธง จนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดข้อสันนิษฐานในโลกออนไลน์ไปต่างๆ นานา ว่าระดับการพับกางเกงของไรซ์เป็นการส่งสัญญาณลับว่าจะเปิดบอลแบบไหนหรือไม่ หรือสัมพันธ์เกี่ยวกับตำแหน่งการวางบอล
เมื่อตรวจสอบกฎระเบียบด้านเครื่องแต่งกายฟีฟ่า ซึ่งเป็นเอกสารหนากว่า 100 หน้า พบว่า มีรายละเอียดเฉพาะส่วนกางเกงยาวถึง 5 หน้าเต็ม กฎระเบียบระบุโครงสร้างกางเกงที่ยอมรับไว้อย่างละเอียด ทั้งการห้ามมีซิป กระเป๋า หรือเชือกห้อยออกมานอกกางเกง ห้ามใช้สีหลักหลายสีหรือใส่ชื่อผู้เล่น และต้องมีหมายเลขผู้เล่นบนขากางเกงด้านหน้าอย่างชัดเจนเมื่อปล่อยชายเสื้อห้อยเหนือขอบเอว อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่ากลับไม่ได้กำหนดขีดจำกัดความสั้นของกางเกงเอาไว้แต่อย่างใด ช่องว่างของกฎนี้จึงเป็นข้อดีสำหรับนักเตะที่ชอบให้ลมพัดผ่านต้นขาด้วยเหตุผลส่วนตัว
นอกจากไรซ์แล้ว ยังมีนักเตะชื่อดังอีกหลายคนที่ชอบถลกกางเกงหรือใส่กางเกงสั้นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แจ็ค กรีลิช จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลูคัส โพดอลสกี อดีตทีมชาติเยอรมนี, มาร์เซโล อดีตแบ็กซ้ายชาวบราซิล, โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน จากลีดส์ ยูไนเต็ด ที่มักขอกางเกงไซส์เล็กกว่าปกติเพื่อความกระชับ, เนย์มาร์ สตาร์ชาวบราซิล รวมถึงทีมนักฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ด้วย svong-1
แรงจูงใจในการถลกกางเกงนั้นมีความซับซ้อนและหลากหลาย โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือมิติทางจิตวิทยา และการสร้างความมั่นใจ มาร์ติน เทอร์เนอร์ นักจิตวิทยากีฬา อธิบายว่า ฟุตบอลมีทั้งทักษะเปิด ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างอิสระ และทักษะปิด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ควบคุมได้และอยู่นิ่ง เช่น ฟรีคิก จุดโทษ หรือเตะมุม ดังนั้น การขยับหรือจัดระเบียบกางเกงทำหน้าที่เสมือนการดึงสติและสร้างความสงบให้กับสมอง เพื่อเข้าถึงจิตใต้สำนึกทางการกีฬา แม้พฤติกรรมนี้อาจไม่ได้ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นโดยตรง แต่ช่วยปรับเปลี่ยนจิตวิทยาในการแสดงผลงาน ซึ่งเกิดจากความต้องการควบคุมสถานการณ์ที่มีความกดดันสูงและความไม่แน่นอน คล้ายกับพิธีกรรมความเชื่อของชุมชนชาวประมงที่ยิ่งออกไปไกลจากฝั่งก็ยิ่งมีพิธีกรรมมากขึ้น เมื่อทำแล้วรู้สึกช่วยลดความกังวลและได้ผลลัพธ์ที่ดี นักเตะจึงทำซ้ำจนกลายเป็นกิจวัตรที่ฝังลึกโดยที่เจ้าตัวไม่ได้นึกถึงอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขา
นอกจากเรื่องกิจวัตรแล้ว ภาพลักษณ์ภายนอกยังมีผลต่อความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก เทอร์เนอร์ ระบุว่า หากนักกีฬาไม่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้ ก็จะไม่สามารถทำผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้ ยกตัวอย่างในกรณีของ คริสเตียโน โรนัลโด ที่เตรียมยืนยิงฟรีคิก การถลกกางเกงขึ้นเพื่อโชว์กล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแกร่ง ช่วยสะท้อนความต้องการที่จะดูทรงพลังและน่าเกรงขามในสนาม ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจคือเรื่องของการส่งสัญญาณลับ โค้ชลูกตั้งเตะจากวีเมนส์ซูเปอร์ลีก (WSL) ในสหราชอาณาจักรให้ข้อมูลว่า การพับกางเกงอาจเป็นการส่งสัญญาณบอกแผนการเล่น คล้ายกับที่กีฬาเบสบอล และอเมริกันฟุตบอลใช้สัญญาณสำหรับบอกแผนการขว้างบอล เป็นต้น
ในด้านฟังก์ชันการใช้งาน และการเคลื่อนไหว นักฟุตบอลมักต้องการการเคลื่อนไหวที่ไม่มีอุปสรรคมาขัดขวาง ยกตัวอย่างเช่น สจ๊วร์ต เพียร์ซ อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษ และนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่ขอกางเกงที่สั้นลงกว่าปกติ ในยุคที่นักฟุตบอลจำนวนมากยังใส่กางเกงตัวใหญ่ๆ เพื่อให้คล่องตัว หรือในกรณีของ โจ โคล อดีตตัวรุกทีมชาติอังกฤษ และเชลซี ที่ขอกางเกงไซส์เล็กกว่าเพื่อนร่วมทีม โดยยืมกลยุทธ์มาจาก เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานชาวอิตาลี และอดีตเพื่อนร่วมทีม เพื่อลดพื้นที่ผ้าไม่ให้กองหลังฝั่งตรงข้ามดึงได้ง่าย
นอกจากมิติทางยุทธวิธีแล้ว ร็อบ วอร์เนอร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และหัวหน้าฝ่ายออกแบบของพูม่า (Puma) ชี้ว่า ความชอบของนักเตะมักเชื่อมโยงกับเทรนด์แฟชั่นในแต่ละยุคสมัยด้วย ในช่วงแรกของโลกฟุตบอล กางเกงจะยาวถึงกลางน่องตามแฟชั่นสมัยนั้น จากนั้นในยุค 60s ถึง 70s ความยาวจะขยับขึ้นมาเหนือเข่า จากนั้นในยุค 80s กางเกงได้กลายเป็นทรงรัดรูป และสั้นกุดจนเกือบจะไม่สะดวกต่อการเล่น เพื่อเน้นสไตล์ตามสมัยนิยม อย่างที่เคยเห็นในยุคของ ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ และ พอล สโกลส์ ต่อมาในยุค 1990s ถึงต้นยุค 2000s อิทธิพลของวัฒนธรรมฮิปฮอปและการออกแบบชุดย้อนยุคของอัมโบร (Umbro) ในช่วงต้นของการก่อตั้งพรีเมียร์ ลีก ได้เปลี่ยนเทรนด์ให้กางเกงมีขนาดใหญ่และโคร่งขึ้น
สำหรับงานออกแบบในปัจจุบัน วอร์เนอร์ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้นำทีมจดสิทธิบัตรกางเกงสำหรับฟุตบอลโลกปี 2006 ของทีมชาติอิตาลี ระบุว่า มีการออกแบบให้กางเกงด้านหลังยาวกว่าด้านหน้าเพื่อเพิ่มเส้นรอบวงให้ขาเคลื่อนไหวได้กว้างขึ้น ทำให้ได้ทรงกางเกงที่เข้ารูป แต่ยังเหมาะกับนักเตะที่มีต้นขาใหญ่ นอกจากนี้ เทคโนโลยีของไนกี้ (Nike) และอาดิดาส (adidas) ยังได้พัฒนายางยืดขอบเอวด้านหลังให้ยกสูงขึ้น เพื่อให้เนื้อผ้าอยู่ห่างจากผิว และลดการยึดเกาะกับผิวที่เปียกเหงื่อเมื่อต้องเผชิญความร้อน svong-1
